
- เทคโนโลยี
- กองบรรณาธิการ
Qualcomm เปิดตัวชิปมือถือเรือธงประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการในชื่อ Snapdragon 8 Elite Gen 6 โดยปีนี้เปิดตัวพร้อมกันสองรุ่นย่อย ได้แก่รุ่น Elite ปกติ และรุ่น Elite Extreme ที่อัพเกรด GPU และ NPU ให้แรงขึ้นกว่ารุ่นมาตรฐาน ถือเป็นการปรับโครงสร้างไลน์อัพชิปเรือธงครั้งสำคัญของค่ายชิปสัญชาติอเมริกัน
สเปกที่ใช้ร่วมกัน
ชิปทั้งสองรุ่นใช้สเปกแกนหลักร่วมกันเกือบทั้งหมด เริ่มจากซีพียู Qualcomm Oryon สูตร 2 Prime cores บวก 6 Performance cores ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 10% จากรุ่นก่อน ขณะที่จีพียู Adreno รุ่นใหม่ให้ประสิทธิภาพดีขึ้น 35% ในรุ่นปกติ และ 44% ในรุ่น Extreme
ด้านหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ NPU Hexagon ใช้สูตร 12 scalar + 8 vector + 1 tensor + 1 element โดยรุ่นปกติมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 14% และรุ่น Extreme เพิ่มขึ้น 35%
ส่วนชิปประมวลผลภาพ Spectra Image Signal Processor มาแบบ Triple 20-bit พร้อมโมเด็ม X105 5G Modem-RF ที่รองรับการดาวน์โหลดสูงสุด 14.8 Gbps ตัวชิปผลิตด้วยกระบวนการ 2nm ของ TSMC
จุดต่างของรุ่น Extreme
สิ่งที่ทำให้ Snapdragon 8 Elite Gen 6 รุ่น Extreme แตกต่างจากรุ่นปกติอยู่ที่ NPU Hexagon มีหน่วยความจำ shared memory ใหญ่ขึ้น 50% ขณะที่ GPU Adreno เพิ่ม matrix cores อีก 3 คอร์ พร้อมเทคโนโลยีการเรนเดอร์กราฟิกชื่อ Adreno Neural Fusion และรองรับการเข้ารหัสวิดีโอแบบ Advanced Professional Video (APV)
Qualcomm อธิบายว่ามือถือรุ่นท็อปทั่วไปสามารถใช้ Snapdragon 8 Elite Gen 6 ได้ตามปกติ แต่ผู้ผลิตบางรายต้องการผลักประสิทธิภาพไปให้สุดทาง จึงออกรุ่น Extreme มาจับตลาดกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
สมาร์ทโฟนที่ยืนยันใช้ชิป
สำหรับสมาร์ทโฟนที่ประกาศใช้ชิปรุ่น Extreme แล้ว มีอย่างน้อยสองรุ่น ได้แก่ Motorola Signature 27 และ Xiaomi 18 Pro Max สะท้อนว่าผู้ผลิตกลุ่มแรกที่เลือกสเปกสูงสุดยังเป็นแบรนด์ที่เน้นจุดขายด้านประสิทธิภาพเป็นหลัก
การแยกรุ่นย่อยเช่นนี้ทำให้ Qualcomm สามารถกำหนดราคาและตำแหน่งตลาดของชิปเรือธงได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยรุ่นปกติจะถูกนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนเรือธงทั่วไปที่ต้องการสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและต้นทุน ส่วนรุ่น Extreme จะถูกจับคู่กับรุ่นท็อปสุดของแต่ละแบรนด์
ทั้งนี้ ยังต้องจับตาว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่นจะทยอยประกาศใช้ชิปรุ่น Extreme ตามมาอีกหรือไม่ และราคาของอุปกรณ์ที่ใช้ชิปกลุ่มนี้จะปรับขึ้นจากรุ่นก่อนมากน้อยเพียงใด เมื่อการผลิตบนกระบวนการ 2nm ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง
— ไมโครซอฟท์เปิดตัวชิปเร่ง AI Maia 300 รุ่นที่สาม ผลิตโทเคนเพิ่ม 7 เท่าเมื่อนับทั้งแร็ค ประหยัดพลังงานขึ้น 2.5 เท่าต่อวัตต์ เตรียมใช้งานจริงปี 2027